FAQ

คำถามที่พบบ่อยๆ


A1: ดูแลตัวเองวิธีการต่างๆ เช่น ใส่หน้ากากป้องกัน งดกิจกรรมกลางแจ้ง เปิดเครื่องฟอกอากาศ และลงชื่อเสนอกฎหมายเพื่อให้เรามีอากาศที่ดีขึ้น


A2: ลงชื่อสนับสนุน พรบ. อากาศสะอาดในแบบออนไลน์ ตามลิงค์นี้ https://thailandcan.org/ร่วมลงชื่อเสนอร่าง-พรบ


A3: ไม่ได้มีกฎหมายห้ามไว้ แต่หากใช้กระดาษ Reuse อาจจะมีโอกาสผิดพลาดและเข้าใจผิดได้ เวลาคนรวบรวมเอกสาร เนื่องจากเอกสารจำนวนมาก เมื่อส่งไปให้สภาตรวจสอบในขั้นสุดท้าย อาจทำให้รายชื่อของคุณถูกคัดทิ้งเพราะความเข้าใจผิดได้


A4:
1. [เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฏหมาย] ผลักดันให้มีหน่วยงานที่ “กำกับดูแล” การทำงานของหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดจริงจังขึ้นและ “บูรณาการ” การทำงาน ไม่ทำแบบเป็นไซโล
2. [กระจายอำนาจและจัดการร่วม] เปิดโอกาสให้ประชาชน “ร่วม” จัดการอากาศสะอาดสามระดับ คือระดับนโยบาย ระดับกำกับดูแล และระดับปฏิบัติ เพื่อปกป้องสิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาดของประชาชน
3. [สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด] รับรองว่าเป็นสิทธิของประชาชน ก่อให้เกิดหน้าที่ของรัฐที่ต้องรับรอง ปกป้อง และทำให้เกิดสิทธินี้ขึ้นจริง
4. [เน้นสุขภาพควบคู่สิ่งแวดล้อม] โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญให้ประชาชนมีสิทธิที่จะมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีสุขภาพดี และไม่ตายก่อนวัยอันควร
5. [กระจายข้อมูลและสิทธิที่จะรู้] มีช่องทางให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องอากาศ ช่องทางการร้องเรียนปัญหาด้านคุณภาพอากาศ การทำงานของเจ้าหน้าที่ และช่องทางในการตรวจสอบและเรียกร้องการเยียวยาได้อย่างเท่าเทียม


A5: กรมควบคุมมลพิษมี “กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง” มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) เสนอความเห็นเพื่อจัดทำนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการมลพิษทางอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือน
(2) จัดทำแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านการจัดการมลพิษ ประสานการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษทางอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือน
(3) ประสานการปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการแก้ไขภาวะมลพิษทางอากาศ และประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมลพิษทางอากาศ
(4) เสนอแนะ มาตรฐาน มาตรการ หลักเกณฑ์และวิธีการควบคุมมลพิษทางอากาศ เสียงและความสั่นสะเทือน
(5) ติดตาม ตรวจสอบคุณภาพอากาศและเสียง และจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านมลพิษทางอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือน
(6) พัฒนาระบบ รูปแบบ หลักเกณฑ์ปฏิบัติ และวิธีการที่เหมาะสมในการลดมลพิษทางอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือน
(7) เสนอแนะ ร่วมมือ และดำเนินมาตรการระหว่างประเทศด้านการจัดการคุณภาพอากาศเสียง และความสั่นสะเทือน
(8) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
โดยปกติในการจัดการเรื่องมลพิษทางอากาศในแต่ละแหล่งกำเนิด จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากกรมควบคุมมลพิษ อันทำให้เห็นความกระจัดกระจายของกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น การกำกับดูแลรถยนต์ที่ก่อให้เกิดควันดำ รวมทั้งมลพิษอื่นๆ ที่เกิดจากรถยนต์ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2514 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ
1) กองบังคับการตำรวจจราจร มีอำนาจหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานจราจร และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2514 ในการควบคุมรถยนต์ทุกชนิด
2) กรมการขนส่งทางบก มีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้ตรวจการตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ในการควบคุมรถยนต์ขนาดใหญ่ เช่น รถโดยสารประจำทาง รถบรรทุก 10 ล้อ เป็นต้น
3) กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ในการควบคุมรถยนต์ขนาดเล็ก (รถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์) เช่น รถกระบะหรือรถปิ๊กอัพ รถตู้ส่วนบุคคล เป็นต้น
หรือกรณีการควบคุมมลพิษทางอากาศที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมควบคุมมลพิษมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ สั่งปรับปรุงแก้ไข และดำเนินการทางกฎหมายกับเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษเฉพาะเรื่องที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจสั่งปิดโรงงานหรือสถานประกอบการซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตามกฎหมายอื่น เช่น โรงงานอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ.2535 ต้องแจ้งหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อสั่งการและแก้ไขปัญหาต่อไป
ดังนั้น ปัญหาของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศในประเทศไทย พบว่าแยกส่วนแยกหน่วยงานกัน การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยอาศัยอำนาจของกรมควบคุมมลพิษอย่างเดียว จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ หากขาดการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น


A6: กฎหมายนี้ไม่ได้มีการกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามเผาแต่อย่างใด การห้ามเผาในที่โล่งอันเป็นเหตุก่อให้เกิดความรำคาญ มีกำหนดไว้อยู่แล้วตามพรบ.การสาธารณสุข และข้อบัญญัติท้องถิ่นต่างๆ (ถ้ามี)
แต่ ร่างกม.นี้จะเข้ามามีบทบาทก็คือ "การกำกับดูแล" ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตามกม.เดิมที่มีอยู่ เช่น ถ้ามีการเผาในที่โล่งที่ผิดตามพรบ.การสาธารณสุข ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายตามปกติ
เราเชื่อว่า การใช้บทลงโทษอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกของปัญหาทั้งหมด ร่างกฎหมายนี้จึงเน้นให้เกิด "การจัดการร่วม" ระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม และร่างกฎหมายนี้สร้าง "การบูรณาการ" ในการทำงานร่วมกัน กล่าวคือ เกษตรกรก็ต้องประกอบอาชีพและมีรายได้ ทางออกที่ต้องทำควบคู่กันกับการใช้บทลงโทษ ก็คือ ต้องมีการใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีทางการเกษตร การใช้เกษตรแบบผสมผสาน หรือวิธีการอื่นใดที่ชุมชนก็ยังมีรายได้ แต่ก็ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต่อคนอื่นและตัวเกษตรกรด้วย เพราะอย่าลืมว่า คนที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากการเผามากที่สุด ก็คือตัวเกษตรกรและคนในพื้นที่นั่นเอง


A6: จาก ดร.ธีระวุฒิ นักกฎหมายภาษีและการคลัง และทีมผู้ยกร่างร่างพรบ.อากาศสะอาด

คนที่เป็นชาวบ้าน ทำไร่โดยใช้ไฟเผาไร่ (ทั้งๆ ที่มีวิธีการอื่นที่ดีกว่าการเผา) อาจต้องถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบำบัดหมอกควันพิษได้เช่นกัน เนื่องจากวัตถุประสงค์ตาม พรบ. ฉบับนี้ ต้องการลดแรงจูงใจในการเผาและป้องกันการเกิดหมอกควันพิษซึ่งผู้ที่ก่อให้เกิดหมอกควันพิษจนเป็นปัญหาของสังคมและประเทศชาติ ควรจะต้องมีส่วนรับผิดชอบหมอกควันพิษที่ตนสร้างขึ้นมาเช่นเดียวกับคนอื่นๆในสังคมด้วย ตามหลัก "ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน (Polluter Pays Principle)" ทั้งนี้ หากกฎหมายยกเว้นไม่จัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ก่อหมอกควันพิษรายใด ก็ย่อมไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ก่อให้เกิดหมอกควันพิษรายอื่นที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมจากการกระทำอย่างเดียวกัน แล้วหากยกเว้นให้แก่ชาวบ้าน และมีชาวบ้านที่เป็นชาวไร่หลายราย ใช้วิธีการเผาไรในลักษณะเดียวกัน รวมๆ กันจนเป็นกลุ่มใหญ่ ก็จะเกิดหมอกควันพิษที่ยากจะจัดการได้ต่อไป เมื่อคำนึงถึงความเป็นธรรมแล้วประชาชนที่อยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ๆ ก็ควรต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมเสมอเหมือนกันจึงจะถือว่ายุติธรรม

อย่างไรก็ดี ตามร่าง พรบ. ฉบับนี้ ไม่ได้มีเพียงกลไกการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจากการเผาหรือปล่อยหมอกควันพิษที่ต้องการให้ลดการเผาลงเท่านั้น แต่ยังมีกลไกที่จะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเหล่านั้น มาช่วยเหลือ อุดหนุน และส่งเสริมเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ให้เลี่ยงวิธีการเผาที่ทำได้จริง และไม่เป็นภาระแก่เกษตรกรมากจนเกินไป (ซึ่งจะเป็นวิธีที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการให้เกิดขึ้น และมีความเป็นไปได้โดยการศึกษาจากประเทศที่ไม่มีปัญหาเหล่านี้) เช่น การจัดหาเทคโนโลยีการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการเผา ดังเช่น เกษตรกรในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ต้นทุนการเก็บเกี่ยวโดยไม่ใช้วิธีการเผาลดลงไปจนไม่แตกต่างจากการใช้วิธีการเผาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลทำให้ชาวไร่ ชาวนา หันมาเลือกใช้เทคโนโลยีเหล่านี้แทนการเผาอันจะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองมากกว่านั่นเอง

ดังนั้น ร่างพรบ. ฉบับนี้ไม่ได้มีความประสงค์จะลงโทษเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา แต่ต้องการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนไม่ว่าตัวเล็หรือตัวใหญ่ ภายใต้การช่วยเหลือกลุ่มยากไร้และเปราะบางต่างๆ ให้สามารถใช้ชีวิตไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เกษตรกร ชาวบ้าน ชาวไร่ ไม่มีความจำเป็นต้องมีความกังวลใดๆ จาก พรบ. ฉบับนี้เลย

ติดตามเรา

เครือข่ายอากาศสะอาด