FAQ

คำถามที่พบบ่อยๆ


A1: ดูแลตัวเองวิธีการต่างๆ เช่น ใส่หน้ากากป้องกัน งดกิจกรรมกลางแจ้ง เปิดเครื่องฟอกอากาศ และลงชื่อเสนอกฎหมายเพื่อให้เรามีอากาศที่ดีขึ้น


A2: เข้า thailandcan.org เข้าไปที่ลงชื่อสนับสนุน พ.ร.บ. อ่านร่างกฎหมาย จากนั้น ​
1. โหลดเอกสาร
2. กรอก เอกสารการลงลายมือชื่อ
3. แนบสำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง(ตามตัวอย่าง)
4. ส่งเอกสารมาตามที่อยู่เครือข่าย หรือที่จุดรับลงชื่อ


เครือข่ายอากาศสะอาดไม่ได้เป็นผู้กำหนดขั้นตอนดังกล่าว หากแต่เป็นไปตามกฎหมายที่ระบุไว้ เนื่องจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงชื่อเสนอกฎหมายได้ (ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 2556)
เช่นเดียวกันกับการใช้สิทธิเลือกตั้งจึงต้องใช้บัตรประชาชน ในการใช้สิทธิเสนอร่างกฎหมาย


A4: ใช้การเขียน หรือประทับตรา "เพื่อใช้สำหรับเข้าชื่อเสนอชื่อกฎหมายร่างพ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาด เท่านั้น" โดยไม่บดบังข้อมูลสำคัญ


A5: ได้ ตามแบบฟอร์ม เอกสารหมายเลข๗ (ตามมาตรา ๗) เอกสารแบบมีดังนี้ (i) สำเนาบัตรปชช หรือ (ii) สำเนาบัตรปชช. ที่หมดอายุ หรือ (iii) สำเนาบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตัวตนได้และมีหมายเลขประจำตัวบัตรปชช.


A6: ไม่ได้มีกฎหมายห้ามไว้ แต่หากใช้กระดาษ Reuse อาจจะมีโอกาสผิดพลาดและเข้าใจผิดได้ เวลาคนรวบรวมเอกสาร เนื่องจากเอกสารจำนวนมาก เมื่อส่งไปให้สภาตรวจสอบในขั้นสุดท้าย อาจทำให้รายชื่อของคุณถูกคัดทิ้งเพราะความเข้าใจผิดได้


A7:
1. [เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฏหมาย] ผลักดันให้มีหน่วยงานที่ “กำกับดูแล” การทำงานของหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดจริงจังขึ้นและ “บูรณาการ” การทำงาน ไม่ทำแบบเป็นไซโล
2. [กระจายอำนาจและจัดการร่วม] เปิดโอกาสให้ประชาชน “ร่วม” จัดการอากาศสะอาดสามระดับ คือระดับนโยบาย ระดับกำกับดูแล และระดับปฏิบัติ เพื่อปกป้องสิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาดของประชาชน
3. [สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด] รับรองว่าเป็นสิทธิของประชาชน ก่อให้เกิดหน้าที่ของรัฐที่ต้องรับรอง ปกป้อง และทำให้เกิดสิทธินี้ขึ้นจริง
4. [เน้นสุขภาพควบคู่สิ่งแวดล้อม] โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญให้ประชาชนมีสิทธิที่จะมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีสุขภาพดี และไม่ตายก่อนวัยอันควร
5. [กระจายข้อมูลและสิทธิที่จะรู้] มีช่องทางให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องอากาศ ช่องทางการร้องเรียนปัญหาด้านคุณภาพอากาศ การทำงานของเจ้าหน้าที่ และช่องทางในการตรวจสอบและเรียกร้องการเยียวยาได้อย่างเท่าเทียม


A8: กรมควบคุมมลพิษมี “กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง” มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) เสนอความเห็นเพื่อจัดทำนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการมลพิษทางอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือน
(2) จัดทำแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านการจัดการมลพิษ ประสานการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษทางอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือน
(3) ประสานการปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการแก้ไขภาวะมลพิษทางอากาศ และประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมลพิษทางอากาศ
(4) เสนอแนะ มาตรฐาน มาตรการ หลักเกณฑ์และวิธีการควบคุมมลพิษทางอากาศ เสียงและความสั่นสะเทือน
(5) ติดตาม ตรวจสอบคุณภาพอากาศและเสียง และจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านมลพิษทางอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือน
(6) พัฒนาระบบ รูปแบบ หลักเกณฑ์ปฏิบัติ และวิธีการที่เหมาะสมในการลดมลพิษทางอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือน
(7) เสนอแนะ ร่วมมือ และดำเนินมาตรการระหว่างประเทศด้านการจัดการคุณภาพอากาศเสียง และความสั่นสะเทือน
(8) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
โดยปกติในการจัดการเรื่องมลพิษทางอากาศในแต่ละแหล่งกำเนิด จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากกรมควบคุมมลพิษ อันทำให้เห็นความกระจัดกระจายของกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น การกำกับดูแลรถยนต์ที่ก่อให้เกิดควันดำ รวมทั้งมลพิษอื่นๆ ที่เกิดจากรถยนต์ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2514 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ
1) กองบังคับการตำรวจจราจร มีอำนาจหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานจราจร และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2514 ในการควบคุมรถยนต์ทุกชนิด
2) กรมการขนส่งทางบก มีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้ตรวจการตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ในการควบคุมรถยนต์ขนาดใหญ่ เช่น รถโดยสารประจำทาง รถบรรทุก 10 ล้อ เป็นต้น
3) กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ในการควบคุมรถยนต์ขนาดเล็ก (รถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์) เช่น รถกระบะหรือรถปิ๊กอัพ รถตู้ส่วนบุคคล เป็นต้น
หรือกรณีการควบคุมมลพิษทางอากาศที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมควบคุมมลพิษมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ สั่งปรับปรุงแก้ไข และดำเนินการทางกฎหมายกับเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษเฉพาะเรื่องที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจสั่งปิดโรงงานหรือสถานประกอบการซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตามกฎหมายอื่น เช่น โรงงานอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ.2535 ต้องแจ้งหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อสั่งการและแก้ไขปัญหาต่อไป
ดังนั้น ปัญหาของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศในประเทศไทย พบว่าแยกส่วนแยกหน่วยงานกัน การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยอาศัยอำนาจของกรมควบคุมมลพิษอย่างเดียว จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ หากขาดการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น


A9: กฎหมายนี้ไม่ได้มีการกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามเผาแต่อย่างใด การห้ามเผาในที่โล่งอันเป็นเหตุก่อให้เกิดความรำคาญ มีกำหนดไว้อยู่แล้วตามพรบ.การสาธารณสุข และข้อบัญญัติท้องถิ่นต่างๆ (ถ้ามี)
แต่ ร่างกม.นี้จะเข้ามามีบทบาทก็คือ "การกำกับดูแล" ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตามกม.เดิมที่มีอยู่ เช่น ถ้ามีการเผาในที่โล่งที่ผิดตามพรบ.การสาธารณสุข ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายตามปกติ
เราเชื่อว่า การใช้บทลงโทษอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกของปัญหาทั้งหมด ร่างกฎหมายนี้จึงเน้นให้เกิด "การจัดการร่วม" ระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม และร่างกฎหมายนี้สร้าง "การบูรณาการ" ในการทำงานร่วมกัน กล่าวคือ เกษตรกรก็ต้องประกอบอาชีพและมีรายได้ ทางออกที่ต้องทำควบคู่กันกับการใช้บทลงโทษ ก็คือ ต้องมีการใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีทางการเกษตร การใช้เกษตรแบบผสมผสาน หรือวิธีการอื่นใดที่ชุมชนก็ยังมีรายได้ แต่ก็ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต่อคนอื่นและตัวเกษตรกรด้วย เพราะอย่าลืมว่า คนที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากการเผามากที่สุด ก็คือตัวเกษตรกรและคนในพื้นที่นั่นเอง

ติดตามเรา

เครือข่ายอากาศสะอาด