“สมุดปกฟ้าอากาศสะอาด”  

“สมุดปกฟ้าอากาศสะอาด” (Clean Air Blue Paper)

เจาะลึกผลกระทบของมลพิษทางอากาศและรากเหง้าของปัญหา

เนื้อหาในเล่มจะเน้นการต่อยอดความเข้าใจปัญหาพีเอ็ม 2.5 ที่ได้มีการทบทวนวรรณกรรมไว้แล้วบางส่วนใน “สมุดปกขาวอากาศสะอาด” (Clean Air White Paper) ซึ่งทางคณะผู้วิจัยได้ศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ โดย “สมุดปกฟ้าอากาศสะอาด” ได้มุ่งเติมเต็มองค์ความรู้เชิงลึกในทุกมิติของผลกระทบจากมลพิษทางอากาศเพื่อเร่งสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศต่อสังคมไทย คณะผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมเชิงลึกต่อ โดยได้ศึกษาผลกระทบเชิงลบจากมลพิษทางอากาศซึ่งรวมถึงฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ “พีเอ็ม 2.5”  (Particulate Matter 2.5: PM2.5) ผ่านการค้นคว้าผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการระดับนานาชาติ รวมทั้งผลกระทบเชิงประจักษ์จากการลงสำรวจพื้นที่ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการจัดประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลากหลายกลุ่มพื้นที่

เนื้อหาในสมุดปกฟ้าอากาศสะอาดได้ถูกแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก และ 17 บทย่อย โดยในส่วนหลักที่ 1 (บทที่ 1-5) เป็นการกล่าวถึงความสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเจาะลึกไปที่แหล่งกำเนิดหลักที่สำคัญได้แก่ ภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้างและพัฒนาเมือง ภาคเกษตรและป่าไม้ และมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกับนโยบายการพัฒนาประเทศที่เน้นเพียงแค่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อมิติสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงเท่าที่ควร และยังครอบคลุมปัญหาในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม สาระสำคัญของส่วนหลักที่ 1 อีกประการคือการนำเสนอองค์ความรู้ด้านองค์ประกอบทางเคมี เช่น สารก่อมะเร็งโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน สารก่อการกลายพันธุ์ไดออกซิน และองค์ความรู้ด้านขนาดของอนุภาคพีเอ็ม 2.5 ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพรวมทั้งเป็นสาเหตุของโรคร้าย เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง และได้มีการนำเสนอข้อมูลผลกระทบเชิงลบที่คาดไม่ถึงต่อสุขภาพจากการเผาในภาคเกษตรซึ่งมาจากการตกค้างของสารเคมียาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลง นอกจากนั้น ยังนำเสนอความเชื่อมโยงของจุลินทรีในอากาศกับมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ และทิ้งท้ายด้วยวิธีทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศที่ต่างกันของคนแต่ละกลุ่ม ปัจจัยเสี่ยง และมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพที่เหมาะสม

ในส่วนหลักที่ 2 (บทที่ 6-8) ได้นำเสนอผลกระทบและมูลค่าความเสียหายเชิงเศรษฐศาสตร์ของมลพิษทางอากาศจากงานวิจัยซึ่งพบว่ามลพิษทางอากาศสร้างผลกระทบที่สูงมากต่อสังคมไทยซึ่งมีมูลค่าสูงถึง2.06 ล้านล้านบาท นอกจากนั้น มลพิษทางอากาศยังส่งผลกระทบเชิงประจักษ์ต่อการท่องเที่ยวในภาคเหนือ โดยงานวิจัยพบว่า มลพิษทางอากาศได้สร้างผลกระทบเชิงลบต่อการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยความเสียหายด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่เฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน 2562 มีมูลค่าเท่ากับ 6,309 ล้านบาท กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยอ่อนไหวต่อมลพิษทางอากาศมากกว่าชาวต่างประเทศ ขณะที่ในกลุ่มของชาวต่างประเทศนั้นนักท่องเที่ยวจากชาติตะวันตกมีความอ่อนไหวต่อมลพิษทางอากาศมากกว่านักท่องเที่ยวที่มาจากทวีปเอเชีย คณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อธุรกิจจัดวิ่งมาราธอนและปั่นจักรยานในภาคเหนือซึ่งเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและสามารถสร้างและกระจายรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างมาก โดยผลการศึกษาเชิงประจักษ์พบว่าธุรกิจเหล่านี้กำลังได้รับผลกระทบเชิงลบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศ

ในส่วนหลักที่ 3 (บทที่ 9-10) คณะผู้วิจัยได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกถึงผลกระทบของมลพิษทางอากาศเชิงประจักษ์ที่มีต่อนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชนในพื้นที่ และสถาบันการศึกษาทั้งในกรุงเทพฯ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบว่า ในภาพรวมนักเรียนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นที่สำคัญอีกประการคือความเหลื่อมล้ำในด้านมาตรการป้องกันฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ระหว่างนักเรียนที่สังกัดโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน กล่าวคือ โรงเรียนเอกชนเกือบทุกแห่งมีการจัดหาเครื่องฟอกอากาศให้กับนักเรียนได้เกือบทุกห้อง ขณะที่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดรัฐบาลส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์กับมลพิษทางอากาศที่ย่ำแย่ นอกจากนั้น มลพิษทางอากาศทำให้ผู้อาศัยในชุมชนแออัดที่มีรายได้น้อยเจ็บป่วย และคนส่วนใหญ่ในชุมชนแออัดให้ความสำคัญน้อยมากถึงผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพทั้ง ๆ ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการได้รับมลพิษทางอากาศ ด้วยเหตุที่ว่าจำเป็นต้องหารายได้เพื่อเลี้ยงปากท้อง หน่วยงานในพื้นที่เผชิญกับข้อจำกัดในการใช้งบประมาณเพื่อเจาะเลือดและตรวจสุขภาพให้นักเรียนและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนั้น ยังพบว่ามาตรการห้ามเผาของรัฐบาลได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่อันเป็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่เกิดความไม่ไว้วางใจรัฐบาลในการแก้ปัญหา

ในส่วนหลักที่ 4 (บทที่ 11-16) ได้มุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์นโยบายและมาตรการที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อลดมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ซึ่งพบประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ ประการแรก การยกระดับมาตรฐานน้ำมันได้ถูกเลื่อนออกไปจากแผนเดิม เกิดความไม่สอดคล้องกันด้านระยะเวลาของการนำมาใช้ระหว่างมาตรฐานไอเสียและมาตรฐานน้ำมัน และรัฐบาลยังขาดความชัดเจนในการกำหนดราคาส่วนต่างของราคาขายระหว่างน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 และยูโร 5 ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุน ประการที่สอง คือ นโยบายและมาตรการในปัจจุบันเพื่อลดมลพิษทางอากาศในภาคอุตสาหกรรมยังไม่เพียงพอ มีปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เคยมีการเผยแพร่ข้อมูลสถิติชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงานให้ประชาชนรับทราบ ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบหรือเข้าไปมีส่วนรวมในการตรวจสอบได้ และไม่มีการพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ ประการที่สาม คือ นโยบายและมาตรการเพื่อลดการเผาในที่โล่งแจ้งที่ผ่านมาล้มเหลวทั้งในระดับภูมิภาค ระดับอนุภูมิภาค และระดับประเทศของไทย และประการที่ 4 ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นอีกประการของ “สมุดปกฟ้าอากาศสะอาด” คือ การนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยในอดีตถึงสิทธิของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งมี 2 มิติ ได้แก่ มิติของ “สิทธิเชิงเนื้อหา” และมิติของ “สิทธิเชิงกระบวนการ” ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาข้อมูลที่รวบรวมได้ชี้ชัดถึงความไม่เพียงพอของกฎหมายและองค์กรของรัฐเกี่ยวกับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ในส่วนหลักสุดท้าย (บทที่ 17) คณะนักวิจัยได้ทำการสรุป และชี้แจงการดำเนินการในขั้นต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนไทยสามารถเข้าถึงอากาศสะอาดได้อย่างแท้จริงตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมี