ดร.นพ.วิรุฬ  ลิ้มสวาท ตัวแทนเครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทย ในฐานะผู้ประสานงานคณะทำงานพัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศเพื่อประชาชน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมลพิษทางอากาศเป็นภัยคุกคามสุขภาพที่สำคัญของสังคมไทย เครือข่ายอากาศสะอาด ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของหลายภาคส่วนทั้งภาควิชาการ ภาครัฐ เอกชนและประชาชน จึงได้ดำเนินงาน พัฒนาองค์ความรู้และระบบสนับสนุนเพื่อสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนทางสังคมเพื่ออากาศสะอาดในประเทศไทย ใช้ชื่อว่า “ระบบติดตามและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของประชาชนแบบมีส่วนร่วม”ประกอบด้วยสองระบบย่อย ได้แก่ ระบบติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศภาคประชาชน (Citizen Air Monitoring System) หรือ “C-AIR” และระบบการแจ้งเตือนคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพโดยใช้ดัชนีสุขภาพเหตุคุณภาพอากาศ (Air Quality Health Index) สำหรับประเทศไทย หรือ “AQHI Thailand”  ซึ่งทั้งสองระบบเชื่อมโยงกัน มีเป้าหมายให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศที่ถูกต้อง ได้การแจ้งเตือนและคำแนะนำที่สอดคล้องกับสถานะสุขภาพของตนและบริบทเฉพาะของพื้นที่ และสามารถมีส่วนร่วมในการปกป้องสุขภาพของตนและคนอื่นๆ ในสังคมได้ 

“การดำเนินงานในขั้นต้นพบว่าการพัฒนาระบบดังกล่าวให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของภาคีหลายภาคส่วน โดยมีภาคีหลักคือ หน่วยงานและองค์กรภายใต้สังกัดของ 3 กระทรวงได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ยังมี สถาบันวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและสื่อมวลชน รวม 25 องค์กร ดังนั้น เพื่อให้ระบบดังกล่าวสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลและมีความยั่งยืน จำเป็นต้องมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกัน เพื่อให้การพัฒนาระบบดังกล่าวทันต่อสถานการณ์ที่ปัญหามลพิษทางอากาศจะกลับมารุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขึ้นในวันนี้” ดร.นพ.วิรุฬกล่าว

สำหรับระบบ C-Air หรือ Citizen Air Monitoring System  ผศ.ดร.ธีรยุทธ  โหรานนท์ หัวหน้าหน่วยวิจัยนวัตกรรมเชิงพื้นที่ชั้นสูง สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT) ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาระบบได้อธิบายการทำงานว่า เป็นระบบที่ต้องการแก้ไขข้อจำกัดของความไม่ครอบคลุมของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ โดยการรวมเอาข้อมูลจากทุกสถานีที่มีทั้งของภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และอื่น ๆ มาใช้สร้างแผนที่คุณภาพอากาศ ที่ทำให้สามารถแสดงค่าประมาณการที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดของระดับมลพิษในทุกจุดที่ไม่มีสถานีตรวจวัดอยู่ และเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน หรือองค์กรต่าง ๆ สามารถใช้

ข้อมูลดังกล่าวในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลการตรวจวัดของตนเอง และหากมีสถานีตรวจวัดของตนที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดก็สามารถเชื่อมโยงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบได้ เพื่อขยายความครอบคลุมของการตรวจวัดคุณภาพอากาศให้เพิ่มมากขึ้นต่อไป นอกจากนี้ระบบC-Airยังต้องการแก้ข้อจำกัดของมาตรฐานการรายงานคุณภาพอากาศตามความต้องการทางสุขภาพที่แตกต่างกันของประชาชน โดยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดหลักเกณฑ์การรายงานคุณภาพอากาศให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของตนได้  

นอกจากนี้ ระบบ C-Air ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดการกับแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยอาศัยการสร้างแผนที่คุณภาพอากาศ ที่ทำให้สามารถระบุตำแหน่งของแหล่งกำเนิดมลพิษ ทำให้ประชาชนสามารถทำหน้าที่ “ยามเฝ้าระวัง” (citizen watchdog) โดยสามารถเชื่อมโยงกับการรายงานข้อมูลแหล่งกำเนิดผ่านสื่อสาธารณะ และเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป ดังนั้นลักษณะพื้นฐานที่สำคัญของระบบ C-Air คือการได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระและมีความเป็นกลาง โดยในการร่วมกันพัฒนาระบบ C-Air ได้กำหนดหลักการพื้นฐานร่วมกันที่เรียกว่าC-Air Manifesto ที่มีหลักการสำคัญสองประการ คือ ข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นข้อมูลที่เปิดให้มีการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม (Open Data) และให้ยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก (Public Interests Before Private Profits) 

ในส่วนการพัฒนาระบบที่เรียกว่า AQHI Thailand นั้น ดร.นพ.วิรุฬ ได้กล่าวว่า  มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของระบบการให้คำแนะนำโดยการใช้AQI ที่แต่ละแหล่งคำนวณจากค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าเฉลี่ยของข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้การรายงานสถานการณ์ไม่สอดคล้องกัน ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และไม่ได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่จำเป็น ระบบนี้ใช้แนวทางของ AQHI ที่พัฒนาขึ้นในประเทศแคนาดา ซึ่งประกอบด้วนสองส่วนคือ ส่วนแรกเป็นการพัฒนาวิธีการคิดค่าดัชนีโดยตรงจากข้อมูลผลกระทบสุขภาพที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่นั้น ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดร่วมกันระหว่างมลพิษหลายชนิด รวมถึงการรายงานจะใช้ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน (Real Time)โดยใช้ค่าเฉลี่ย3ชั่วโมง จึงเป็นระบบที่มุ่งเน้นในการปกป้องประชากรกลุ่มเฉพาะที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบเฉียบพลัน และส่วนที่สองคือการพัฒนาระบบการแจ้งเตือนที่ทำให้ข้อมูลคำแนะนำเพื่อปกป้องสุขภาพสามารถไปถึงกลุ่มเป้าหมายและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น ระบบ AQHI Thailand จึงนอกจากทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลแล้ว ยังเป็นการปกป้องสิทธิพื้นฐานที่สำคัญ คือสิทธิสุขภาพ ที่มนุษย์ทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกัน