การหนุนเสริมให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนทางสังคม เพื่อบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ข้างต้น  อาศัยกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์ ที่แบ่งการทำงานออกเป็น 4 สายงาน ของพื้นที่ยุทธศาสตร์ (strategic areas) ที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

1. การพัฒนาระบบข้อมูลและเครื่องมือติดตามและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ ที่สอดคล้องกับความต้องการและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการพัฒนาสองระบบ คือ “ระบบติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศภาคประชาชน” (Citizen Air Monitoring System) หรือ C-AIR และ “ระบบการแจ้งเตือนคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ” โดยใช้ “ดัชนีสุขภาพคุณภาพอากาศ (Air Quality Health Index) สำหรับประเทศไทย”  หรือ AQHI Thailand ที่ทั้งสองระบบทำงานเชื่อมโยงกันเพื่อ ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศที่เชื่อถือได้ด้วยตัวเอง ได้รับการแจ้งเตือนที่เหมาะสม ได้รับความรู้และคำแนะนำในการดูแลสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบทสุขภาพและพื้นที่ของตนเอง  อันเป็นการเสริมสร้างกระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกป้องสุขภาพของตนและคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเองและชุมชน

2. การพัฒนาและบริการวิชาการ ที่สนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับอากาศสะอาดอย่างรอบด้านซึ่งประกอบด้วยมิติทางวิทยาศาสตร์ สุขภาพ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย โดยจัดดำเนินการจัดทำ “เอกสารแนวคิด (Concept papers)” เพื่ออธิบายความรู้ที่นำมาใช้สนับสนุนกระบวนการขับเคลื่อนทางสังคม และใช้เป็นแนวทางในการร่างกฎหมายอากาศสะอาดของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ได้จัดทำ “สมุดปกขาวอากาศสะอาด (Clean Air White Paper) ออกเผยแพร่สู่สาธารณะไปดำเนินการในขั้นต่อไป คือการทำงานทางวิชาการเพื่อสนับสนุนการจัดทำ “สมุดปกฟ้าอากาศสะอาด” (Clean Air Blue Paper) ซึ่งจะมีการเรียบเรียงและพิมพ์เผยแพร่ในโครงการระยะต่อไป หลังจากนั้น จะจัดทำ “สมุดปกเขียวอากาศสะอาด” (Clean Air Green Paper) ในระยะที่สอง โดยเอกสารแนวคิดแต่ละฉบับจะมีเนื้อหาในทิศทางเดียวกันและมีพัฒนาการต่อเนื่องกัน แต่มีความลึกและความครอบคลุมในระดับที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ทีมกฎหมายซึ่งเป็นคณะทำงานย่อยจะรวบรวมกฎหมายเดิมและองค์กรเดิมที่มีอยู่ที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ เพื่อนำไปใช้ประกอบการศึกษาสภาพปัญหาและความไม่เพียงพอของกฎหมายและองค์กรเดิมที่มีอยู่ จากนั้นจะได้นำข้อมูลดังกล่าวไปสร้างการรับรู้กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปใช้ประกอบการสัมภาษณ์ การประชุม และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ เกี่ยวกับความจำเป็นต้องมีกฎหมายอากาศสะอาดสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความรู้เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชนในรูปของการจัดทำและเผยแพร่หนังสือ โดยใน โครงการอากาศสะอาดระยะเริ่มต้น จะเป็นหนังสือเรื่อง “สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด” (Right to Breathe Clean Air) เพื่อให้ประชาชนรู้และเข้าใจถึงสิทธิของตนเอง และเป็นฐานคิดเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการขับเคลื่อน ผลักดัน และเรียกร้องสิทธิดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม ในรูปของกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน และการร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายฉบับประชาชนตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ

“Right to Breathe Clean Air สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด เพื่อให้ประชาชนรู้และเข้าใจถึงสิทธิของตนเอง และเป็นฐานคิดเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการขับเคลื่อน ผลักดัน และเรียกร้องสิทธิดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม”

3. การสื่อสารสาธารณะ  ทำหน้าที่ผลิตสื่อและสร้างช่องทางสื่อสารกับสาธารณชน และภาคีกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบต่างๆ โดยมุ่งให้เกิดความเข้าใจการทำงานในสายงานการพัฒนาระบบข้อมูลและเครื่องมือติดตามและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ และบริการวิชาการ ที่สนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับอากาศสะอาดอย่างรอบด้าน เพื่อขับเคลื่อนเชื่อมโยงงานของเครือข่ายให้ได้รับการสนับสนุนจากมวลชน พร้อมทั้ง กระตุ้นให้ประชาชนได้รับรู้และตระหนักถึง “สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด” และส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแนวคิดเดิมจากการเป็นเหยื่อที่รอรับผลกระทบจากปัญหามลพิษทางอากาศ ไปเป็นผู้ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้ที่มีประโยชน์  ด้วยสำนึกรับผิดชอบ ไปจนถึงในระยะต่อไปที่จะสามารถร่วมเข้าชื่อสนับสนุนร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชน ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้

4. การพัฒนาระบบสนับสนุนและเสริมสร้างเครือข่าย ทำหน้าที่ประสานงานจัดประชุมคณะกรรมการโครงการ คณะทำงาน และ ภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนาแผนงาน บริหารจัดการและประสานงานการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่กำหนด ติดตามความก้าวหน้าและความสำเร็จของโครงการและกิจกรรม


To support this social movement process, as mentioned above, requires the use of mental models and strategic foresight to delineate this body of work into four strategic areas as follows:

1. Develop an information system and monitoring tool to alert the general public on air quality issues that serves the needs of the public and galvanize public participation.  This air quality information and monitoring system platform is called the “Citizen Air Monitoring System” or abbreviated as “C-Air” and utilizes the Thai Air Quality Health Index (or AQHI Thailand).  Both AQHI and C-Air platform are interconnected and provides the general public with a reliable health protection tool based on local health data.  This will enable the public to better understand the impact of air quality and health and to make decisions to reduce their short-term exposure to air pollution by adjusting activities during increased levels of air pollution.

2. Develop and collate the body of knowledge on air pollution from every field – including air pollution science, health, environmental economics and environmental law – in a holistic manner.  This vast body of knowledge will be synthesized into concept papers to inform the general public concisely about this complex issue and to form the basis for the drafting of the Thai Clean Air Act.  These concept papers will be developed in sequential steps namely the white, blue and green clean air concept papers.  The Clean Air White Paper was completed and publicly disseminated in early May 2019.  The direction of these three concept papers will be aligned, but the depth and coverage of the subject matter will be enhanced with each progression.   

The group will also develop a comprehensive mapping of the preexisting legislation and regulations on air pollution and the current regulatory bodies involved in monitoring and controlling air pollution. This will form a comparative analysis to highlight the gross inadequacy in the current regulatory system, particularly the vast disbursement of roles and responsibility and the conflictive chains and lines of command amongst ministerial bodies that have resulted in the overall failure to manage air pollution in Thailand.  This information will be shared during interviews, meetings and public consultation processes with different stakeholder groups to create public awareness about the need for the Thai Clean Air Act.    Furthermore, emphasis is placed in communicating this information broadly in layman’s terms to reach the wider general public.  To this end, the group is in the process of developing a book entitled “The Right to Breathe Clean Air.”  The aim of this book is to educate the general public about their right to breathe clean air and to develop the preliminary conceptual framework for the public to use in demanding the protection of this right. The latter will take shape in the form of citizens utilizing their civil rights to submit this legislation to the Thai Parliament with the support of at least ten thousand signatories.

3. Public Communication: To develop media content and media distribution channels with the general public and strategic partners in the most appropriate avenues.  This is with aim of broaching an understanding of the group’s work in developing air quality information and monitoring system, and to disseminate the vast body of academic knowhow that pertains to air pollution issues in a comprehensive manner. The overarching objective is to enable the group’s work to galvanize a social movement.  To this end, such a movement will be predicated on the ability to ignite public awareness about the right to breathe clean air.  This would, in turn, be dependent upon a shift in one’s mental model from being a victim of air pollution, to someone willing to take charge and be part of the solution.   As an empowered individual, he or she would willingly to disseminate useful air pollution information with an engrained sense of responsibility.  This, over time, would be elevated to a level that becoming a signatory to support for the passage of the Thai Clean Air Act becomes a natural progression as it is based off a bona fide understanding of the issues.

4. Develop and Support the Clean Air Network: To undertake a multifaceted coordination effort in managing meetings and connections between the core working team and the vast number of strategic partners.  This is so as to manage the group’s many activities and to follow on their ongoing progress and successful implementation.