“ทำไมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศของไทยจึงไม่ได้ผล”

การขาดความรู้และความเข้าใจภาพรวมของปัญหา โดยเฉพาะการขาดข้อมูลแหล่งที่มาของฝุ่นพิษจากภาคอุตสาหกรรม

ในการวิเคราะห์และจัดการปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และในเขตภาคเหนือ มักไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับแหล่งมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งคือ การขาดข้อมูลที่ชัดเจนถึงปริมาณสารมลพิษที่โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ สร้างขึ้น เนื่องจากขาดการจัดทำ “บัญชีการระบายมลพิษทางอากาศ” (Emission Inventory: EI ) จากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้การได้ข้อมูลส่วนนี้มา จะต้องมีกฎหมายบังคับซึ่งสหประชาชาติหรือกลุ่มประเทศ OECD จะเรียกว่า Pollutant Release and Transfer Registers หรือ PRTR หรือที่สหรัฐอเมริกาเรียกว่า Toxics release inventory ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ทำหน้าที่นี้

แม้ในประเทศไทยมีโรงงานมากกว่า 140,000 โรงงาน แต่ยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานของพีเอ็ม 2.5 ที่โรงงานปล่อย ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุได้ว่ามีหรือไม่มีโรงงานที่ปล่อย พีเอ็ม 2.5 เกินมาตรฐาน ภาพของปล่องที่มีควันดำเป็นสิ่งที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันของผู้ที่อยู่ใกล้โรงงาน ซึ่งสิ่งที่ปล่อยออกมาเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นสารก่อมะเร็งหรือสารเคมีอื่น ๆ ที่มาจากกระบวนการของโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี โรงงานเหล็ก โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงงานหลอม มลพิษเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกปล่อยออกมาทุกวัน เช่น ในจังหวัดระยอง สระบุรี สมุทรสาคร (เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง, 2562) การขาดข้อมูล “บัญชีการระบายมลพิษทางอากาศ” จากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นข้อจำกัดที่ทำให้การวิเคราะห์แหล่งที่มาของพีเอ็ม 2.5 ที่ผ่านมาอาจไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งรายรอบด้วยนิคมอุตสาหกรรม

          เนื่องจากฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยออกมา สามารถกระจายไปได้ในระยะทางไกล ๆ การจัดการกับหมอกควันและฝุ่นพิษในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ จึงต้องให้ความสำคัญกับโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ตั้งอยู่ในพื้นที่นั้นหรือพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ประเทศไทย มีนโยบายการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นโดยมีการผ่อนผันข้อบังคับของกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายสาธารณสุข หรือกฎหมายผังเมือง จึงทำให้ มีการย้ายฐานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษจากประเทศที่มีความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม ( เช่นญี่ปุ่น และจีน ) มายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น

“การขาดข้อมูล “บัญชีการระบายมลพิษทางอากาศ” จากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นข้อจำกัดที่ทำให้การวิเคราะห์แหล่งที่มาของพีเอ็ม 2.5 ที่ผ่านมาอาจไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งรายรอบด้วยนิคมอุตสาหกรรม” 

การให้ความสำคัญการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุล

การพัฒนาที่ผ่านมารัฐให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองข้ามความต้องการพื้นฐานของประชาชน ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม โดยตัวชี้วัดหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์มักใช้เป็นเครื่องชี้วัดการเติบโตที่ยั่งยืนคือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมสีเขียว” (Green GDP) งานศึกษาของ Attavanich et al. (2016) พบว่า มูลค่าต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 14.58 ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นการเติบโตแบบไม่ยั่งยืน และหากพิจารณาจากมิติของงบประมาณแผ่นดิน พบว่า ประเทศไทยเรายังขาดความสมดุลในการพัฒนาโดยเฉพาะ “ด้านสิ่งแวดล้อม” โดยงบประมาณแผ่นดิน “ด้านการสิ่งแวดล้อม” มีเพียง 12,868 ล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด 3.2 ล้านล้านบาท ขณะที่งบประมาณแผ่นดินด้านการเศรษฐกิจ มีสูงถึง 678,451 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2563

“ประเทศไทยเรายังขาดความสมดุลในการพัฒนาโดยเฉพาะ “ด้านสิ่งแวดล้อม” โดยงบประมาณแผ่นดิน “ด้านการสิ่งแวดล้อม” มีเพียง 12,868 ล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด 3.2 ล้านล้านบาท ขณะที่งบประมาณแผ่นดินด้านการเศรษฐกิจ มีสูงถึง 678,451 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2563” 

นอกจากนั้น ตัวเลขเปรียบเทียบในเรื่องของงบประมาณด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากประเทศต่าง ๆ พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนที่ต่ำมาก โดยประเทศไทยมีงบประมาณรายจ่ายด้านสิ่งแวดล้อมคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.05 ของ GDP ขณะที่สหภาพยุโรปและประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีงบประมาณร้อยละ 0.70 และ 0.64 ของ GDP ตามลำดับ หากเปรียบเทียบสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมต่องบประมาณรายจ่ายรวมกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ พบว่า ในปี 2559 ประเทศไทยมีสัดส่วนงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมต่องบประมาณรายจ่ายรวมร้อยละ 0.25 ขณะที่สหภาพยุโรป 28 ประเทศ (EU-28) และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีสัดส่วนงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมต่องบประมาณรายจ่ายรวมร้อยละ 1.62 และ 2.52 ตามลำดับ โดยประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2563 จะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เพิ่มเป็นร้อยละ 3 (Attavanich, 2019; สำนักงบประมาณ, 2560; EUROSTAT, 2019; OECD, 2019; และ World Bank, 2017)

เพราะฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นนอกจากการกำหนดให้ปัญหาฝุ่นพิษเป็นวาระแห่งชาติหรือเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากการพัฒนาที่ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน มาจากสามขา คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และต้องมีการกำหนดนโยบายและโครงสร้างที่จะทำให้งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ

ดังนั้นสิ่งที่เป็นรากฐานของปัญหาที่อยู่ “ใต้ภูเขาน้ำแข็ง” คือกระบวนทัศน์การพัฒนาของรัฐที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) ที่ประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนและผู้คนที่อยู่ “ชายขอบ” ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง จะต้องทนทุกข์กับผลกระทบสุขภาพ หรือได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐที่เป็นการสั่งการจากเบื้องบน โดยไม่เข้าใจบริบทของวิถีชีวิตของประชาชน ที่ต่างเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตหายใจอยู่ในอากาศเดียวกัน” การขาดความรู้และความเข้าใจภาพรวมของปัญหา โดยเฉพาะการขาดข้อมูลแหล่งที่มาของฝุ่นพิษจากภาคอุตสาหกรรม

ถ้าคุณมีมุมมองและประสบการณ์หรืออยากถ่ายทอดประเด็นปัญหาเกี่ยวกับมลพิษในอากาศ ขอเชิญส่งเรื่องของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่ E-Mail :socialcleanairnetwork@gmail.com  ระบุหัวข้อว่า ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Airticle ถ้าผลงานของคุณได้เผยแพร่ ทางเครือข่ายฯ มีของที่ระลึกจัดส่งให้นะ