“PM 2.5 ฝุ่นขนาดเล็กกับผลกระทบที่ไม่เล็กต่อสังคมไทย”

เครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทย ระดมนักวิชาการและภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบร่วมเสวนาในห้องพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมในหัวข้อ “PM 2.5ฝุ่นขนาดเล็กกับผลกระทบที่ไม่เล็กต่อสังคมไทย” ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติแห่งชาติครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 19ธันวาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวภาคประชาชนที่ต้องเผชิญภัยเงียบที่อันตรายต่อสุขภาพ และสร้างความเสียหายทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมโดยมีผู้สนใจเข้ารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมเป็นภาคีกับเครือข่ายอากาศสะอาดจำนวนมาก  

ทั้งนี้ผลสรุปจากห้องพัฒนานโยบายฯ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ควรทำให้การจัดการเรื่องฝุ่นและมลพิษที่เป็นวาระแห่งชาติ   เพราะถึงแม้ฝุ่นพิษ PM 2.5จะเห็นผลกระทบได้มากและชัดเจนในช่วงเวลาหนึ่ง ที่สภาพอากาศปิด แห้งแล้ง เช่นในฤดูหนาว แต่มลพิษที่เกิดขึ้นเป็นการสะสมที่ส่งผลต่อร่างกายและชีวิตความเป็นอยู่ในระยะยาว ที่แม้ในประเทศไทยยังไม่มีสถิติผลกระทบโดยตรงว่ามีจำนวนผู้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตเป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่จากการทำงานของเครือข่ายอากาศสะอาด ที่เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และการทำงานเป็นกลุ่มย่อยมาในช่วง 1-2ปี ตัวเลขของผู้เจ็บป่วยมีเพิ่มขึ้นและสามารถนำไปสู่สาเหตุของการเสียชีวิตได้ 

แพทย์เตือน PM2.5ส่งผลต่อร่างกายไม่ใช่แค่โรคระบบทางเดินหายใจ

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ วิทยากรผู้ร่วมเสวนา กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM 2.5มาตลอด ซึ่งการวิเคราะห์ยังไม่สามารถรวบรวมผลสรุปต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในประเทศไทยได้ แต่ในหลายประเทศที่ประสบปัญหามาก่อน ยืนยันการมีผลกระทบกับการเกิดโรคต่างๆ มากมาย และไม่ใช่แค่โรคระบบทางเดินหายใจ แต่สามารถทำให้เกิด โรคสมองขาดเลือด โรคหัวใจขาดเลือด การทำงานของไตขาดประสิทธิภาพ ยิ่งเป็นกลุ่มเด็กยิ่งมีความเสี่ยงส่งผลกระทบต่อการเติบโตของระบบต่างๆ ในร่างกายมีความไม่สมบูรณ์ กลุ่มผู้สูงอายุก็เป็นอีกกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคที่ต่อเนื่องจาก สมอง หัวใจ ไต อย่างที่กล่าวมาแล้ว

“ต่างชาติเขาเก็บสถิติมาได้สัก 10ปีแล้ว ร่างกายคนไทยก็คงไม่ได้อึดไปกว่าเขา สูดดมฝุ่นควันพิษเข้าไปมากมาย ไม่ป้องกัน ไม่แก้ปัญหา ก็ส่งผลต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ มันเกิดโรคได้เท่าๆ กับ หรือมากกว่าการรับควันบุหรี่ ซึ่งการสร้างให้เกิดความรับรู้ ก็ยังพอน่ายินดีได้ว่า ในหลายหน่วยงานทั้งเอกชนและภาครัฐ ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่อยากให้ประชาชนได้ตระหนักรู้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะในช่วงฝุ่นหนัก ต้องป้องกันดูแลตัวเอง และจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำหนดค่าอันตรายให้มากขึ้น เพราะเดิมเขาดูกันว่าค่ามาตรฐานคือไม่ควรเกิน 50ไมโครกรัม:ลูกบาศก์เมตร หลายประเทศก็คิดว่าควรเปลี่ยนเป็น 37.5ไมโครกรัม:ลูกบาศก์เมตร ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมาเปลี่ยนกันเสียตอนนี้เลยดีมั้ย ในขณะที่เรากำลังเริ่มๆ วางทิศทาง ผมก็อยากเสนออย่างนี้ ซึ่งในทางการแพทย์สิ่งที่พวกเราทำได้ก็คือการให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่อยากเห็นเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติอย่างมาก” 

ตัวแทนโรงเรียนอยากเห็นความจริงจังกับการใช้กฎหมายควบคุมมลพิษ 

ด้านนายกฤษฎิ์ บัวเผื่อน ครูประจำโรงเรียนรุ่งอรุณ และคณะทำงานเครือข่ายพ่อแม่ตื่นรู้สู้ภัยฝุ่นและโรงเรียนรุ่งอรุณ วิทยากรผู้ร่วมเสวนา ได้บอกเล่าประสบการณ์การเผชิญฝุ่นพิษPM 2.5ในช่วงปีที่ผ่านมาว่า โรงเรียนรุ่งอรุณ ที่ตั้งอยู่ย่านพระราม 2 ที่เป็นพื้นที่ติดอันดับต้นๆ มีฝุ่นพิษ PM 2.5จำนวนมาก ซึ่งในช่วงแรกที่เริ่มรู้จักฝุ่นพิษนี้ ก็เร่งหาทางป้องกันให้กับเด็กนักเรียนก่อน ในภาวะที่ทั้งหน้ากากป้องกันขาดแคลน เครื่องฟอกอากาศก็ขาดตลาดจนต้องลองประยุกต์ใช้แผ่นกรองเข้าไปในพัดลม ซึ่งโรงเรียนรุ่งอรุณไม่ได้เป็นห้องเรียนปรับอากาศ ต้องมีการประกาศติดค่าฝุ่นให้เด็กนักเรียนดู เพื่อที่ช่วงมีฝุ่นจนเกิดเป็นอันตรายก็จะให้อยู่กันแต่ในห้องเรียน หาเครื่องทำความเย็นที่ใช้พลังงานต่ำมาใช้ เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ที่ถูกต้องกับคุณครู ใช้เครื่องพ่นน้ำจับฝุ่น  ริเริ่มให้มีการใช้คาร์พูลในบรรดาผู้ปกครองด้วยกัน กำหนดจุดส่งให้นักเรียนเดินเข้ามาโรงเรียน แทนที่จะให้รถเข้ามาจนยิ่งเป็นความแออัดสร้างมลพิษจากไอเสียรถยนต์

“โรงเรียนเรามีเด็กเล็กด้วย เด็กอนุบาล บางครั้งการจำกัดบริเวณให้เขาอยู่ในห้อง วันสองวันอาจยังพอสนุก แต่พอเป็นเดือนด้วยพลังตามวัยของเขาที่มีล้น ก็จะเริ่มกระโดดโลดเต้นคุมไม่อยู่ กับเด็กโตขึ้นมาหน่อย ต่อหน้าครูเขาก็ใส่หน้ากาก คล้อยหลังก็ถอดออก คือเขาอึดอัด ทำไมเขาต้องมาเผชิญสิ่งแบบนี้ ในปีนี้เราก็ยังตั้งรับแบบเดิม แต่มีทำเรื่องขอซื้อรถไฟฟ้าไป เพื่อจะให้มีจุดรับส่งไกลโรงเรียนออกไปได้อีกสักหน่อย ไม่ให้รถยนต์คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองต้องมาแออัดใกล้โรงเรียน เพราะแค่ปัญหามลพิษจากปัจจัยอื่นๆ รอบด้านก็มีมากอยู่แล้ว แต่ก็อยากเห็นความจริงจังกับการใช้กฎหมายควบคุมมลพิษ ซึ่งก็มีเด็กๆ ส่งเสียงสะท้อนมาที่ผมเหมือนกัน ถ้าผู้มีอำนาจไม่ทำ พวกผม พวกหนูไปเดินเรียกร้องกันเลยมั้ย ผมก็มองว่า จะปล่อยให้สังคมเกิดสิ่งนี้กันขึ้นมาเลยหรือ” 

ผู้ประกอบการที่พักในเชียงใหม่ชี้ปีนี้นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 50%

นายรุจิพัฒน์ สุวรรณสัย กลุ่มผู้ประกอบการที่พักรายย่อย เกสท์เฮ้าส์ โฮสเทล และโฮมสเตย์ ชุมชนล่ามช้าง จ.เชียงใหม่ วิทยากรผู้ร่วมเสวนา กล่าวว่า ผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของฝุ่นพิษ PM 2.5เห็นได้ชัดเจนแล้วถึงอันตราย แต่ขณะนี้มีอีกสิ่งที่กำลังตามมาและเชื่อว่าส่งผลกระทบได้ไม่แพ้กัน นั่นคือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพราะตั้งแต่มีข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกว่า ค่า PM 2.5ที่เชียงใหม่สูงติดอันดับโลก ก็เหมือนกลายเป็นโลโก้ของพื้นที่ไปเลย ซึ่งฝุ่น PM 2.5มาเป็นช่วงๆ แล้วก็มีช่วงที่เชียงใหม่กลับมาอากาศดี แต่สิ่งที่ยังไม่กลับมาเลยคือ นักท่องเที่ยว โดยที่พักในภาพรวมของกลุ่ม หายไป 50% และคิดว่าอีกหลายๆ แห่งก็คงไม่ต่างกัน หรือแม้แต่ผู้ประกอบการบางรายที่บอกว่า มีผลกระทบ 20-30%หากมองตัวเลขลึกๆ แล้วไม่ใช่ว่าดี เพราะเป็นการรักษายอดผู้เข้าพักได้ แต่ไม่ใช่ราคาเดิม ราคาต้องลดกระหน่ำลงไปมาก

“ลองตรวจสอบราคาที่พักในเชียงใหม่ได้เลยครับวันนี้ บางแห่งต้องลดราคาลงไป 70%เพื่อยังให้มีแขกเข้าพัก บางแห่งได้ข่าวเริ่มกู้เงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานแล้ว ในทางเศรษฐกิจนี่คือวิกฤติ มีหนี้เสีย และคงได้เห็นการปิดกิจการกันเร็วๆ นี้ สิ่งที่พยายามทำก็คือ รวมตัวกันเองแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น เราไม่ได้โทษปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ไม่ว่าจะสภาพการจราจร การเผาในการเกษตร การทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว พื้นที่ป่าลดลง คือมันรวมๆ กันทั้งหมดจนปัญหาใหญ่ เรารวมตัวกันก็เป็นเพียงกำลังภาคประชาชน เราไม่มีทุนทรัพย์ ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล พวกเราเองก็มีคำถาม 3 ปี 5ปี 10ปี จะทำอะไรได้บ้าง ภาคประชาชน รู้และตระหนักได้ แต่เราเป็นกำลังสำคัญไม่ได้ ได้แต่คอยช่วยเหลือตัวเองกันไป” 

ไอเสียยานพาหนะน่ากลัวกว่าการเผาเชิงเกษตร

ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วิทยากรผู้ร่วมเสวนา กล่าวว่า ความอันตรายของฝุ่นพิษ PM 2.5ไม่ใช่แค่ความเป็นอนุภาคเล็กๆ ที่เล็ดรอดเข้าไปในร่างกายจนทำลายระบบการทำงานต่างๆ แต่สิ่งที่ต้องกระตุ้นเตือนให้ตระหนักรู้คือ ในฝุ่นพิษนั้นมีอะไรปะปนบ้าง จากการเก็บรวบรวมข้อมูล มีทั้งสารก่อมะเร็ง โลหะหนัก ที่ส่งผลให้เกิดได้ทั้งอาการอัลไซเมอร์ โรคตับ โรคเบาหวาน ซึ่งเชื่อว่าถ้าได้เก็บตัวอย่าง ตรวจวัด วิเคราะห์ จะพบสิ่งมีพิษภัยต่อการดำรงชีวิตจำนวนมาก แต่สถานการณ์ปัจจุบัน คือ เครื่องมือที่นำมาใช้วัดมีราคาแพง บุคลากรที่จะมาวิเคราะห์ค่าต่างๆ ก็ไม่ได้สร้างกันขึ้นมาง่ายๆ 

“สิ่งที่ค้นพบและน่ากลัวกว่าช่วงการเผาของเกษตรกร ก็คือ ไอเสียยานพาหนะนี่แหละคือตัวดีที่ทำให้เกิดฝุ่นพิษ PM 2.5ถ้ายังจัดการไม่ได้ก็แก้ปัญหาไม่ได้อยู่ดี ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงเป็นมาตรฐานยูโร5 และที่ผมศึกษาวิจัยพบอีกอย่างหนึ่ง คือ การจุดพลุในเทศกาลต่างๆ นี่ก็คือตัวสร้าง PM 2.5ซึ่งผมกำลังจะมีงานวิจัยนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ บางคนชอบมองนักวิชาการศึกษาโน่นศึกษานี่จนเป็นนักวิชาเกิน แต่ก็ด้วยผลงานต่างๆ นี่ล่ะคือสิ่งที่ทำให้สังคมเกิดการตื่นตัวในวงกว้าง แล้วจัดการกับปัญหาอย่างจริงจัง ก็อยากฝากให้คิดนะครับว่า สังคมไทยเราจะขับเคลื่อนกันไปด้วยความรู้สึกอารมณ์ หรือจะใช้หลักฐานประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ มาเป็นตัวตั้งในการแก้ไขปัญหา” 

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมเสวนา ยังได้เสนอแนะความคิดเห็นที่น่าสนใจ อาทิ ใช้ท้องถิ่นบัญญัติเป็นเครื่องมือในแต่ละชุมชน เพื่อให้ผู้อยู่ในชุมชนจะร่วมมือกันได้อย่างไร อะไรควรทำ อะไรห้ามทำ การปลูกต้นไม้ การส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ และขอให้นักวิชาการมีข้อมูลที่เข้าใจได้ง่ายเผยแพร่มาสู่ชุมชนอย่างเท่าเทียม

วิทยากรที่ทางเครือข่ายอากาศสะอาดได้เชิญมาร่วมเสวนาประกอบด้วย  รศ.นพ. นิธิพัฒน์ เจียรกุล   คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  คุณครู กฤษฎิ์ บัวเผื่อน  เครือข่ายพ่อแม่ตื่นรู้สู้ภัยฝุ่นและโรงเรียนรุ่งอรุณ   ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  คุณรุจิพัฒน์ สุวรรณสัย   กลุ่มผู้ประกอบการที่พักรายย่อย เกสท์เฮ้าส์ โฮสเทล และโฮมสเตย์ จังหวัดเชียงใหม่  ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์  

ถ้าคุณมีมุมมองและประสบการณ์หรืออยากถ่ายทอดประเด็นปัญหาเกี่ยวกับมลพิษในอากาศ ขอเชิญส่งเรื่องของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebookมาที่อีเมล์ thailandcleanairnetwork@gmail.com  ระบุหัวข้อว่า ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Airticle ถ้าผลงานคุณได้ตีพิมพ์ทางเครือข่ายฯ มีของที่ระลึกจัดส่งให้นะ