ทำไมเครือข่ายอากาศสะอาดต้องผลักดันการพัฒนาระบบ C-Air และ AQHI Thailand

Hi-light 

เครือข่ายอากาศสะอาดเป็นการรวมตัวทำงานร่วมกันของนักวิชาการและบุคลากรวิชาชีพหลายสาขาและภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกันแบบจิตอาสา โดยเชื่อมประสานกับหน่วยงาน องค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคม โดยเริ่มต้นการทำงานร่วมกันตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 โดยจุดเริ่มต้นที่สำคัญ คือ  การมีแนวคิดที่ก้าวพ้นปัญหา “มลพิษทางอากาศ” ไปสู่เป้าหมายที่ “อากาศสะอาด” โดยการมุ่งเน้นที่สิทธิพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของประชาชน คือ “สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด”

แนวคิดการพัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศเพื่อประชาชนที่เรียกว่า C-Airและ AQHI Thailand ขึ้นเกิดจากแนวคิด การปกป้องสุขภาพของประชาชน โดยการปกป้องสิทธิการเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลคุณภาพอากาศ และข้อมูลคำแนะนำสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละคน โดยเฉพาะระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันตามวัย ความเจ็บป่วย และวิถีชีวิต      

จุดเด่นของC-Airคือ การรวมเอาข้อมูลจากทุกสถานีที่มีทั้งของภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชนและอื่น ๆ มาใช้สร้างแผนที่คุณภาพอากาศ ที่ทำให้สามารถแสดงค่าประมาณการที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดของระดับมลพิษในทุกจุดที่ไม่มีสถานีตรวจวัดอยู่ และเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน หรือองค์กรต่าง ๆ สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลการตรวจวัดของตนเอง ในอนาคตประชาชนสามารถส่งข้อมูลเพื่อร่วมทำหน้าที่“ยามเฝ้าระวัง” (citizen  watchdog)โดยเชื่อมโยงกับการรายงานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษผ่านสื่อสาธารณะ และเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป

๐ AQHI Thailand เป็นระบบการพัฒนาวิธีการคิดค่าดัชนีโดยตรงจากข้อมูลผลกระทบสุขภาพที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่นั้น ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดร่วมกันระหว่างมลพิษหลายชนิด รวมถึงการรายงานจะใช้ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน (real time) ที่มุ่งเน้นในการปกป้องประชากรกลุ่มเฉพาะที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบเฉียบพลัน ทำให้ข้อมูลคำแนะนำเพื่อปกป้องสุขภาพสามารถไปถึงกลุ่มเป้าหมายและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

จุดเริ่มต้นจากความตระหนกเรื่องฝุ่นพิษ ตกผลึกถึงการตระหนักแก้ไขปัญหา

ปี พ.ศ. 2562เป็นปีที่สังคมไทยเกิดความตื่นตัวอย่างมาก ต่อปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะมลพิษฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5ไมครอน หรือ พีเอ็ม 2.5นับแต่ต้นปีที่เกิดสถานการณ์วิกฤตคุณภาพอากาศในเขตกรุงเทพฯและอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนกระทั่งรัฐบาลต้องประกาศให้ปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติในเดือนกุมภาพันธ์ ผนวกกับสถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือที่รุนแรงยาวนานกว่าทุกปี ปัญหาหมอกควันข้ามแดนในภาคใต้ และปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่อุตสาหกรรม ได้ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวมากขึ้น และมีการดำเนินการของหลายภาคส่วนเพื่อจัดการกับปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ โดยในเดือนตุลาคมภาครัฐได้ประกาศแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายที่จะจัดการปัญหานี้ให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2567 

จิตอาสา: เครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ได้มีการรวมตัวทำงานร่วมกันของนักวิชาการและบุคลากรวิชาชีพหลายสาขา และภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกันแบบจิตอาสา โดยเชื่อมประสานกับหน่วยงาน องค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคม โดยเริ่มต้นการทำงานร่วมกันตั้งแต่เดือนมกราคม 2562มีการจัดเวทีสาธารณะอย่างต่อเนื่องกว่า 7ครั้ง ในชื่อว่า “ไทยพร้อมล้อมวง” ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด จากการจัดเวทีการสนทนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องระหว่างผู้คนจากหลากสาขาวิชาความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น จึงมีความเห็นร่วมกันว่า ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่นี้มีความซับซ้อน ปรากฏการณ์ที่เห็นเป็นเพียงยอดของ “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่มีรากฐานจากปัญหาเชิงโครงสร้างและกระบวนทัศน์ของสังคมไทย

ดังนั้นการแก้ปัญหาให้ได้ผลและยั่งยืนจึงต้องอาศัยองค์ความรู้หลากหลายสาขาและประสบการณ์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และต้องการมีการดำเนินการที่เชื่อมประสานกันของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ภาครัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และจนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ โดยจุดเริ่มต้นที่สำคัญ คือการมีแนวคิดที่ก้าวพ้นปัญหา “มลพิษทางอากาศ”ไปสู่เป้าหมายที่ “อากาศสะอาด” โดยการมุ่งเน้นที่สิทธิพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของประชาชน คือ “สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด” และได้คิดแนวทางการเชื่อมประสานกัน ที่ทุกคนหรือองค์กรที่มาเชื่อมโยงกัน ได้ทำงานของตัวเอง แต่เชื่อมโยงให้มีทิศทางเดียวกัน มีจังหวะและท่วงทำนอง ที่สอดประสานกัน โดยร่วมกันสร้างพื้นที่หรือ “แพลทฟอร์ม” ในการทำงานร่วมกัน ที่เรียกว่า “เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย” ที่เป็นเครือข่ายเปิดที่จะมีการขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมประสานกับทุกภาคส่วน และสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยได้มีการแถลงข่าวเปิดตัว ไปเมื่อวันที่ 10พฤษภาคม 2562ที่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ร่วมไปกับการเปิดตัว เอกสารแนวคิดที่ชื่อว่า “สมุดปกขาวอากาศสะอาด” (Clean Air White Paper) ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการร่วมกันกำหนดทิศทางและวางแนวทางการทำงานร่วมกัน โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ใน “9ประเด็นพื้นฐานเพื่อเข้าใจและแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5ในประเทศไทย” 


“การทำงานของเครือข่ายอากาศสะอาด ได้กำหนดเป้าหมายเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมในสังคมเป็นเป้าหมายร่วมมีการจัดทำแผนผังการทำงานร่วมกันว่า มีสิ่งใดที่ต้องดำเนินการบ้าง พบว่าสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนประการหนึ่ง ที่เป็นความจำเป็นพื้นฐาน คือ การปกป้องสุขภาพของประชาชน โดยการปกป้องสิทธิการเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลคุณภาพอากาศและข้อมูลคำแนะนำสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละคนโดยเฉพาะระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันตามวัย ความเจ็บป่วย และวิถีชีวิต จึงได้เกิดแนวคิดการพัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศเพื่อประชาชน ที่เรียกว่า C-Air และ AQHI Thailand ขึ้น”


C-Air: Citizen Air Monitoring System

ระบบ C-Air หรือCitizen Air Monitoring System เป็นระบบที่ต้องการแก้ไขข้อจำกัดของความไม่ครอบคลุมของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ โดยการรวมเอาข้อมูลจากทุกสถานีที่มีทั้งของภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และอื่น ๆ มาใช้สร้างแผนที่คุณภาพอากาศ ที่ทำให้สามารถแสดงค่าประมาณการที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดของระดับมลพิษในทุกจุดที่ไม่มีสถานีตรวจวัดอยู่ และเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน หรือองค์กรต่าง ๆ สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลการตรวจวัดของตนเอง และหากมีสถานีตรวจวัดของตนที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดก็สามารถเชื่อมโยงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบได้ เพื่อขยายความครอบคลุมของการตรวจวัดคุณภาพอากาศให้เพิ่มมากขึ้นต่อไป นอกจากนี้ระบบC-Air ยังต้องการแก้ข้อจำกัดของมาตรฐานการรายงานคุณภาพอากาศตามความต้องการทางสุขภาพที่แตกต่างกันของประชาชน โดยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดหลักเกณฑ์การรายงานคุณภาพอากาศให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของตนได้

นอกจากนี้ ระบบ C-Airยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดการกับแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยอาศัยการสร้างแผนที่คุณภาพอากาศ ที่ทำให้สามารถระบุตำแหน่งของแหล่งกำเนิดมลพิษ ทำให้ประชาชนสามารถทำหน้าที่ “ยามเฝ้าระวัง” (citizen watchdog) โดยสามารถเชื่อมโยงกับการรายงานข้อมูลแหล่งกำเนิดผ่านสื่อสาธารณะ และเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป ดังนั้นลักษณะพื้นฐานที่สำคัญของระบบC-Air คือการได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระและมีความเป็นกลาง โดยในการร่วมกันพัฒนาระบบ C-Air ได้กำหนดหลักการพื้นฐานร่วมกันที่เรียกว่าC-Air Manifesto ที่มีหลักการสำคัญสองประการ คือ ข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นข้อมูลที่เปิดให้มีการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม (open data) และให้ยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก (public interests before private profits) 

AQHI Thailand

การพัฒนาระบบที่เรียกว่าAQHI Thailand มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของระบบการให้คำแนะนำโดยการใช้AQI ที่แต่ละแหล่งคำนวณจากค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าเฉลี่ยของข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้การรายงานสถานการณ์ไม่สอดคล้องกัน ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และไม่ได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่จำเป็น ระบบนี้ใช้แนวทางของ AQHI ที่พัฒนาขึ้นในประเทศแคนาดา ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนแรกเป็นการพัฒนาวิธีการคิดค่าดัชนีโดยตรงจากข้อมูลผลกระทบสุขภาพที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่นั้น ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดร่วมกันระหว่างมลพิษหลายชนิด รวมถึงการรายงานจะใช้ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน (real time)โดยใช้ค่าเฉลี่ย3ชั่วโมง จึงเป็นระบบที่มุ่งเน้นในการปกป้องประชากรกลุ่มเฉพาะที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบเฉียบพลัน และส่วนที่สองคือการพัฒนาระบบการแจ้งเตือนที่ทำให้ข้อมูลคำแนะนำเพื่อปกป้องสุขภาพสามารถไปถึงกลุ่มเป้าหมายและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น ระบบ AQHI Thailand จึงนอกจากทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลแล้ว ยังเป็นการปกป้องสิทธิพื้นฐานที่สำคัญ คือสิทธิสุขภาพ ที่มนุษย์ทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกัน

การดำเนินการของ“เครือข่ายอากาศสะอาด” ที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนจากภาคีหลายภาคส่วน โดยในการจัดเวที “ไทยพร้อมล้อมวง”ได้รับการสนับสนุนหลักจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS การจัดทำสมุดปกขาวอากาศสะอาด ได้รับการสนับสนุนจาก สช. และการพัฒนาระบบ C-Airและ AQHI Thailand ได้รับทุนสนับสนุนเริ่มต้นจาก สสส. ในฐานะส่วนหนึ่งของ “โครงการพัฒนาองค์ความรู้และระบบสนับสนุนเพื่อสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนทางสังคมเพื่ออากาศสะอาดในประเทศไทย”

เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท 
(แพทย์และนักมานุษยวิทยา)

จนจบการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักวิชาการ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

ถ้าคุณมีมุมมองและประสบการณ์หรืออยากถ่ายทอดประเด็นปัญหาเกี่ยวกับมลพิษในอากาศ ขอเชิญส่งเรื่องของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebookมาที่อีเมล์ thailandcleanairnetwork@gmail.com  ระบุหัวข้อว่า ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Airticle ถ้าผลงานคุณได้ตีพิมพ์ทางเครือข่ายฯ มีของที่ระลึกจัดส่งให้นะ  

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.